วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำไม? หนึ่งอาทิตย์ ถึงมี 7 วัน

ptolemaicsystem-small.
     เรื่อง "สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน" มาจากหนังสือบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งชื่อว่า "เบญจบรรณ" โดยบันทึกเล่มนี้ได้ระบุไว้ว่า "พระเจ้าใช้เวลาหกวันในการสร้างสวรรค์และแผ่นดิน มหาสมุทร และพักผ่อนในวันที่เจ็ด" (อพยพ 20:11) 
                ถ้าพิจารณาจากหนังสือ "เบญจบรรณ" ทำให้ทราบว่า "พระเจ้า" เป็นผู้ตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่สร้างโลกแล้ว ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า วันแรกของสัปดาห์คือวันอาทิตย์ ส่วนวันสุดท้ายคือวันเสาร์ ซึ่งใช้เป็นวันหยุดพักผ่อน 
                ต่อมาภายหลังหนังสือ เบญจบรรณเล่มนี้ก็ได้กลายมาเป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของทั้ง 3 ศาสนา คือ ยูดา คริสต์ และอิสลาม 
ส่วนการกำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 7 วันนั้น ก็มีประวัติความเป็นมาเช่นกัน คือตั้งแต่สมัยจักรพรรดิกรีกชื่อ Theodosuis ในสมัยเมื่อ 1,600 ปีก่อน พระองค์ได้ทรงเรียกชื่อวันตามชื่อของดาวที่เห็นในท้องฟ้า เช่น 
Sunday ตรงกับ Sun (ดวงอาทิตย์) 
Monday ตรงกับ Moon (ดวงจันทร์) 
Tuesday ตรงกับ Mars (ดาวอังคาร) 
Wednesday ตรงกับ Mercury (ดาวพุธ) 
Thursday ตรงกับ Jupiter (ดาวพฤหัสบดี) 
Friday ตรงกับ Venus (ดาวศุกร์) 
และ Saturday ตรงกับ Saturn (ดาวเสาร์) 
                 และการที่วันอังคารเป็น Tuesday และวันพุธเป็น Wednesday ฯลฯ ก็เพราะคนอังกฤษมีเทพประจำดาวที่ตนนับถือเช่นกัน เช่น เรียกวันแห่งเทพประจำดาวอังคารว่า Tieo's day แล้วคำคำนี้ได้เพี้ยนไปเป็น Tuesday หรือวันแห่งเทพประจำดาวพุธก็เรียกว่า Woden's day แล้วได้เปลี่ยนไปเป็น Wednesday ในที่สุด 
                เดิมนั้น จักรวรรดิโรมันใช้ "สัปดาห์ละ 8 วัน" แต่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1-3 ของจักรวรรดิโรมันนั้นได้คอ่ย ๆ เปลี่ยนปฏิทินโรมันแบบ "สัปดาห์ละ 8 วัน" ลดลงเหลือเพียง 7 วัน โดยผู้ที่อธิบายถึงการเรียงลำดับของวันนี้ คือ เวตติอุส วาเลนส์กับไดโอ แคสซุส ตามที่ทั้งสองเขียนเอาไว้ มันคือหลักทางดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ (วัตถุบนฟากฟ้า) และแนวคิดนี้ก็ได้ส่งต่อสืบกันมา ระบบพโตเลมีได้ยืนยันถึงการเรียงลำดับวัตถุบนฟากฟ้า (ลำตัวของสวรรค์) จากไกลที่สุดมาหาใกล้ที่สุดไว้ดังนี้: ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ ดาวพุธและดวงจันทร์ (เป็นแนวคิดของลัทธิสโตอิกของกรีกในสมัยโบราณ) 
                ตามทฤษฎีดาราศาสตร์ ไม่เพียงแค่วันในสัปดาห์เท่านั้น แต่ว่ายังมีอิทธิพลกับแต่ละชั่วโมงของวันอีกด้วย ถ้าหากในชั่วโมงแรกของวันนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวเสาร์ () ชั่วโมงที่สองของวันก็จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี () ชั่วโมงที่สาม ก็จะเป็นดาวอังคาร () และต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นทุกๆ เจ็ดชั่วโมง ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงจะหมุนเวียนกันไป นอกเหนือจากนี้ ในชั่วโมงที่ยี่สิบห้า ซึ่งก็คือชั่วโมงแรกของวัดถัดไป จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงอาทิตย์ และชั่วโมงที่สี่สิบเก้า คือ วันแรกของอีกสองวันข้างหน้า จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงจันทร์ 
2. ปฎิทินนี้มาจากไหน? 3. ใครเป็นคนตั้ง? 
จักรพรรดิ Julius Caesar แห่งอาณาจักรโรมัน ทรงมีบัญชาให้นักดาราศาสตร์ประจำราชสำนักชื่อ Sosigenes แห่งเมือง Alexandria สร้างปฏิทินใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 498 
ในเวลาต่อมา จักรพรรดิ Augustus จึงทรงมีบัญชาให้มีการปฏิรูปปฏิทินอีก 
            ในเวลาต่อมา เมื่อนักดาราศาสตร์ชื่อ Christopher Clavius ตรวจพบว่า ปฏิทินในอดีตที่เคยใช้กันมานั้นผิดพลาด เขาจึงรายงานต่อสันตะปาปา สันตะปาปาจึงทรงกำหนดให้ลบวันที่ 5-14 ตุลาคม พ.ศ. 2125 ออกจากปฏิทินปีนั้น การลบวันที่ออกจากปฏิทินทำให้คนคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์หลายคนไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่าตนถูกทำให้มีอายุมากกว่าความเป็นจริงถึง 11 วัน แต่ชาวคริสเตียนนิกายคาทอลิกส่วนใหญ่พอใจ ดังนั้น ปี พ.ศ. 2125 จึงเป็นปีแรกของการใช้ปฏิทิน Gregory 

ปฏิทิน Gregory มีความประเสริฐประการหนึ่ง คือ ทำให้คริสต์ศาสนิกชนมีวันอีสเตอร์ตรงกัน และเมื่ออิทธิพลทางศาสนาของสันตะปาปาเพิ่มขึ้นๆ 

ในปี พ.ศ. 2295 ชาวอังกฤษจึงได้ยอมรับปฏิทิน Gregory โดยได้ยินยอมลบวันที่ 3-13 กันยายน ในปีดังกล่าวออกจากประวัติศาสตร์ของอังกฤษ 

ส่วนรัสเซียได้หันมาใช้ปฏิทิน Gregory ในปี พ.ศ. 2460 หลังการปฏิวัติใหญ่ 

และทุกวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกได้หันมายอมรับปฏิทิน Gregory และถือว่าปฏิทินนี้เป็นปฏิทินสากลที่มีจำนวนวันในแต่ละเดือนเท่ากัน และจำนวนเดือนในแต่ละปีก็เท่ากันด้วย ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ดีว่าปฏิทินยังไม่ถูกต้องดี 100% เพราะจะบอกวันผิดไป 1 วัน ใน 3,323 ปี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น