วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำไม หนึ่งอาทิตย์ ถึงมี 7 วัน ?
เคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมเราถึงใช้สัปดาห์มี 7 วัน ทำไมไม่ทำให้สอดคล้องกับเดือนในแต่ละเดือน หรือจำนวนวัน ใน 1 ปี เคยลองพยายามหาสมมุติฐานไปเรื่อย สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือ หลักการของทฤษฏีวงรอบของจันทรคติ คือ ประมาณ 28-30 วันต่อ 1 รอบ
ต้นกำเนิด และที่มาทำไมต้อง 7 วัน
จากการค้นคว้าหาข้อมูล พบว่า การใช้สัปดาห์มี 7 วัน มีมาตั้งแต่ยุคสุเมเรีย และบาบิโลน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกว่า ว่าได้มีการกำหนดให้หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน เมื่อประมานปีที่ 2350 ก่อนคริสตศักราช (2350BC) โดยกษัตริย์ซาร์ก้อนที่หนึ่งแห่งนครอัคคาด (Sargon I, King of Akkad) ภายหลังจากที่ได้ยึดครองเมืองอูร์ (Ur) และเมืองอื่น ๆ ในคว้นซูเมอร์เรีย (Sumeria) ชื่อของกษัตริย์องค์นี้ และเมืองนี้มีการอ้างถึงในหนังสือคัมภีร์สูตรเรือนชะตาของอาจาร์ยประยูร ผมจะไปค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วกลับมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป
นอกจากเมืองอูร์จะเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวันแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาทีด้วย เพราะในยุคนั้น ชาวซุเมอร์เรียนใช้ระบบเลขหลัก 60 ในการคำนวน (แทนการใช้ระบบทศนิยมในปัจจุบัน)
ในยุคสมัยนั้น มนุษย์มี ความเชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือเรียกว่า Geocentric ดวงอาทิตย์ และสิ่งต่างบนท้องฟ้าต่างโคจรรอบโลก และค้นพบว่ามีดาวเคราะห์ที่สามารถสังเกตุได้ด้วยตาเปล่า (naked eye planets) อยู่ 5 ดวง ซึ่งประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ (Fix Stars) หรือกลุ่มดาวในจักรราศี และเมื่อรวมกับ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ก็จะมีดาวบริวารของโลกทั้งสิ้น 7 ดวง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำไมสัปดาห์จึงมี 7 วัน จะเห็นได้จากชื่อที่ใช้เรียกในแต่ละวันยังคงมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับดาว หรือตามตำนานของเทพเจ้าประจำดาว ทั้ง 7
การเรียงลำดับของวันในสัปดาห์ (Order)
และเมื่อค้นลึกลงไปอีก ก็เป็นที่น่าประหลาดใจและเหลือเชื่ออย่างยิ่งว่า จริงๆแล้วการเรียงวันในสัปดาห์ มีรากฐานมาจากโหราศาสตร์นั้นเอง
เมื่อโลกเป็นสูตรกลางของจักรวาล โดยมีดาวทั้ง 7 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกนั้น ดาวก็ถูกจัดเรียงลำดับตามระบบปโตเลมี (Ptolemaic system) คือ เรียงจากดาวไกลสุดจากโลกมากที่สุดมายังดาวใกล้โลกมากที่สุด โดยใช้อัตราการโคจรรอบโลกเป็นตัววัด จึงได้การเรียงลำดับดังนี้ เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ดังรูปที่แสดง
Description: ptolemaicsystem-small. 

















และจากนั้นให้แต่ละชั่วโมงมีดาวเป็นดาวประจำชั่วโมงอยู่ โดยเรียงลำดับตาม เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ตามลำดับ และวนรอบไปเรื่อยๆ ซึ่งเรียกว่า ?Planetary Hour? ซึ่งก็คือ ระบบยามแบบสากล นั้นเอง
Planetary Hour หรือ ยามแบบสากล เป็นวิธีการทำนายกาลชะตา (Horary) แบบหนึ่ง ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แล้วผมจะมาเล่าเพิ่มเติม ว่าน่าสนใจเพียงใด มีวิธีการทำนาย และการคำนวนอย่างไร
รูปที่แสดง ดาว 7 แฉก ตามยามแต่ละชั่วโมง (Heptagram of the week)

Description: planetaryhourstar

















ชั่วโมงแรกของรุ่งอรุณของวันที่ 1 เริ่มต้นที่ ดาวเสาร์ ให้ชื่อว่า "ชั่วโมงของเสาร์" ถัดไปชั่วโมงที่ 2 เป็น "ชั่วโมงของพฤหัส" ชั่วโมงที่ 3 เป็น "ชั่วโมงของอังคาร" ชั่วโมงต่อไป เป็น "ชั่วโมงของอาทิตย์", "ชั่วโมงของศุกร์", "ชั่วโมงของพุธ" และ "ชั่วโมงของจันทร์" ตามลำดับ??และเมื่อครบรอบ 7 ชั่วโมง ก็จะวนกลับมาที่ ?ชั่วโมงของเสาร์? ใหม่ เป็นวงรอบไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
ดังนั้นชั่วโมงที่ 25 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 2 ก็จะเป็น ?ชั่วโมงของอาทิตย์? และชั่วโมงที่ 49 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 3 คือ ?ชั่วโมงของจันทร์?
และเมื่อเรียงลำดับชั่วโมงไปเรื่อย ครบทั้ง 7 วัน เราก็จะพบว่าชื่อของวันนั้น คือ ดาวที่ประจำของรุ่งอรุณในแต่ละวัน ดังนั้นจริงๆ แล้ววันแรกในสัปดาห์จะเริ่มต้นด้วย ?วันเสาร์? และถัดไปคือ วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และ ศุกร์ ตามลำดับ
ชื่อวัน ใน 1 สัปดาห์ (The Names of the Days)
การกำหนดชื่อวันในแต่ละสัปดาห์ในทุกชาติทุกภาษาจะตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับ เทพเจ้าในตำนาน หรือมีความหมายตามดาวดาวทั้ง 7 แทบทั้งสิ้น สมัยแรกๆ จะให้วันเสาร์ (Saturday) เป็นวันแรกของสัปดาห์ต่อมา ได้นับถือดวงอาทิตย์มากขึ้น จึงให้วันของดวงอาทิตย์ (Sun's day) เลื่อนอันดับ จากวันอันดับที่ 2 ของสัปดาห์ เป็นวันแรกของสัปดาห์แทน ทำให้วันเสาร์ กลายเป็นวันลำดับที่ 7 ของสัปดาห์ไปในที่สุด
วันอาทิตย์ (Sunday)
มีชื่อมาจากภาษาละติน ว่า "dies solis" หมายถึง "วันของดวงอาทิตย์" (Sun's day) เป็นชื่อวันหยุดของคนนอกศาสนา และต่อมา ถูกเรียกว่า "Dominica" (ภาษาละติน) หมายถึง "วันของพระเจ้า" (the Day of God) ต่อมา ภาษาที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เช่น ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาเลี่ยน ก็ยังคงใช้คำที่คล้ายกับรากศัพท์ดังกล่าว เช่น
? ภาษาฝรั่งเศส: dimanche;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: domenica;
? ภาษาสเปน: domingo
? ภาษาเยอรมัน: Sonntag;
? ภาษาดัทช์: zondag ทั้งหมดมีความหมายว่า "Sun-day"
วันจันทร์ (Monday)
มีชื่อมาจากคำว่า "monandaeg" หมายถึง "วันของดวงจันทร์" (The Moon's day) เป็นวันที่สองของสัปดาห์ ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสักการะ "เทพธิดาแห่งดวงจันทร์" (The goddess of the moon)
? ภาษาฝรั่งเศส: lundi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: lunedi;
? ภาษาสเปน: lunes (มาจากคำว่า Luna หมายถึง "ดวงจันทร์")
? ภาษาเยอรมัน: Montag;
? ภาษาดัทช์: maandag ทั้งหมดมีความหมายว่า "Moon-day"
วันอังคาร (Tuesday)
เป็นชื่อเทพเจ้า Tyr ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Tyr) ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้าสงคราม แห่งดาวอังคาร (the war-god Mars) ว่า "dies Martis"
? ภาษาฝรั่งเศส: mardi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: martedi;
? ภาษาสเปน: martes
? ภาษาเยอรมัน: Diensdag;
? ภาษาดัทช์: dinsdag;
? ภาษาสวีเดน: tisdag
วันพุธ (Wednesday)
เป็นวันที่ตั้งเป็นเกียรติสำหรับ เทพเจ้า Odin ของชาวสวีเดน และนอรเวโบราณ ส่วนชาวโรมันเรียกว่า "dies Mercurii" สำหรับใช้เรียกเทพเจ้า Mercury (ประจำดาวพุธ)
? ภาษาฝรั่งเศส: mercredi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: mercoledi;
? ภาษาสเปน: miercoles
? ภาษาเยอรมัน: Mittwoch;
? ภาษาดัทช์: woensdag
วันพฤหัสบดี (Thursday)
เป็นชื่อเทพเจ้า Thor ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Thor) เรียกว่า "Torsdag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Jove หรือ Jupiter ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งเทพทั้งปวง และเรียกวันนี้ว่า "dies Jovis" หมายถึง วันของ Jove (Jove's Day)
? ภาษาฝรั่งเศส: jeudi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: giovedi;
? ภาษาสเปน: el jueves
? ภาษาเยอรมัน: Donnerstag;
? ภาษาดัทช์: donderdag ทั้งหมดมีความหมายว่า "วันสายฟ้า" (Thundar day)
วันศุกร์ (Friday)
เป็นชื่อเทพธิดา Frigg ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse goddess Frigg) ภาษาเยอรมันเคยเรียกว่า "frigedag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพธิดา Venus ว่า "dies veneris"
? ภาษาฝรั่งเศส: vendredi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: venerdi;
? ภาษาสเปน: viernes
? ภาษาเยอรมัน: Freitag;
? ภาษาดัทช์: vrijdag
วันเสาร์ (Saturday)
ชาวโรมันใช้เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Saturn ว่า "dies Saturni" หมายถึง Saturn's Day.
? ภาษาฝรั่งเศส: samedi;
? ภาษาอิตาเลี่ยน: sabato;
? ภาษาสเปน: el sabado
? ภาษาเยอรมัน: Samstag;
? ภาษาดัทช์: zaterdag;
? ภาษาสวีเดน: Lordag

? ภาษาเดนมาร์คและนอรเว: Lordag หมายถึง "วันชำระล้าง" (Washing day)

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำไม? หนึ่งอาทิตย์ ถึงมี 7 วัน

ptolemaicsystem-small.
     เรื่อง "สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน" มาจากหนังสือบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งชื่อว่า "เบญจบรรณ" โดยบันทึกเล่มนี้ได้ระบุไว้ว่า "พระเจ้าใช้เวลาหกวันในการสร้างสวรรค์และแผ่นดิน มหาสมุทร และพักผ่อนในวันที่เจ็ด" (อพยพ 20:11) 
                ถ้าพิจารณาจากหนังสือ "เบญจบรรณ" ทำให้ทราบว่า "พระเจ้า" เป็นผู้ตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่สร้างโลกแล้ว ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า วันแรกของสัปดาห์คือวันอาทิตย์ ส่วนวันสุดท้ายคือวันเสาร์ ซึ่งใช้เป็นวันหยุดพักผ่อน 
                ต่อมาภายหลังหนังสือ เบญจบรรณเล่มนี้ก็ได้กลายมาเป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของทั้ง 3 ศาสนา คือ ยูดา คริสต์ และอิสลาม 
ส่วนการกำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 7 วันนั้น ก็มีประวัติความเป็นมาเช่นกัน คือตั้งแต่สมัยจักรพรรดิกรีกชื่อ Theodosuis ในสมัยเมื่อ 1,600 ปีก่อน พระองค์ได้ทรงเรียกชื่อวันตามชื่อของดาวที่เห็นในท้องฟ้า เช่น 
Sunday ตรงกับ Sun (ดวงอาทิตย์) 
Monday ตรงกับ Moon (ดวงจันทร์) 
Tuesday ตรงกับ Mars (ดาวอังคาร) 
Wednesday ตรงกับ Mercury (ดาวพุธ) 
Thursday ตรงกับ Jupiter (ดาวพฤหัสบดี) 
Friday ตรงกับ Venus (ดาวศุกร์) 
และ Saturday ตรงกับ Saturn (ดาวเสาร์) 
                 และการที่วันอังคารเป็น Tuesday และวันพุธเป็น Wednesday ฯลฯ ก็เพราะคนอังกฤษมีเทพประจำดาวที่ตนนับถือเช่นกัน เช่น เรียกวันแห่งเทพประจำดาวอังคารว่า Tieo's day แล้วคำคำนี้ได้เพี้ยนไปเป็น Tuesday หรือวันแห่งเทพประจำดาวพุธก็เรียกว่า Woden's day แล้วได้เปลี่ยนไปเป็น Wednesday ในที่สุด 
                เดิมนั้น จักรวรรดิโรมันใช้ "สัปดาห์ละ 8 วัน" แต่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1-3 ของจักรวรรดิโรมันนั้นได้คอ่ย ๆ เปลี่ยนปฏิทินโรมันแบบ "สัปดาห์ละ 8 วัน" ลดลงเหลือเพียง 7 วัน โดยผู้ที่อธิบายถึงการเรียงลำดับของวันนี้ คือ เวตติอุส วาเลนส์กับไดโอ แคสซุส ตามที่ทั้งสองเขียนเอาไว้ มันคือหลักทางดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ (วัตถุบนฟากฟ้า) และแนวคิดนี้ก็ได้ส่งต่อสืบกันมา ระบบพโตเลมีได้ยืนยันถึงการเรียงลำดับวัตถุบนฟากฟ้า (ลำตัวของสวรรค์) จากไกลที่สุดมาหาใกล้ที่สุดไว้ดังนี้: ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ ดาวพุธและดวงจันทร์ (เป็นแนวคิดของลัทธิสโตอิกของกรีกในสมัยโบราณ) 
                ตามทฤษฎีดาราศาสตร์ ไม่เพียงแค่วันในสัปดาห์เท่านั้น แต่ว่ายังมีอิทธิพลกับแต่ละชั่วโมงของวันอีกด้วย ถ้าหากในชั่วโมงแรกของวันนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวเสาร์ () ชั่วโมงที่สองของวันก็จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี () ชั่วโมงที่สาม ก็จะเป็นดาวอังคาร () และต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นทุกๆ เจ็ดชั่วโมง ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงจะหมุนเวียนกันไป นอกเหนือจากนี้ ในชั่วโมงที่ยี่สิบห้า ซึ่งก็คือชั่วโมงแรกของวัดถัดไป จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงอาทิตย์ และชั่วโมงที่สี่สิบเก้า คือ วันแรกของอีกสองวันข้างหน้า จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงจันทร์ 
2. ปฎิทินนี้มาจากไหน? 3. ใครเป็นคนตั้ง? 
จักรพรรดิ Julius Caesar แห่งอาณาจักรโรมัน ทรงมีบัญชาให้นักดาราศาสตร์ประจำราชสำนักชื่อ Sosigenes แห่งเมือง Alexandria สร้างปฏิทินใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 498 
ในเวลาต่อมา จักรพรรดิ Augustus จึงทรงมีบัญชาให้มีการปฏิรูปปฏิทินอีก 
            ในเวลาต่อมา เมื่อนักดาราศาสตร์ชื่อ Christopher Clavius ตรวจพบว่า ปฏิทินในอดีตที่เคยใช้กันมานั้นผิดพลาด เขาจึงรายงานต่อสันตะปาปา สันตะปาปาจึงทรงกำหนดให้ลบวันที่ 5-14 ตุลาคม พ.ศ. 2125 ออกจากปฏิทินปีนั้น การลบวันที่ออกจากปฏิทินทำให้คนคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์หลายคนไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่าตนถูกทำให้มีอายุมากกว่าความเป็นจริงถึง 11 วัน แต่ชาวคริสเตียนนิกายคาทอลิกส่วนใหญ่พอใจ ดังนั้น ปี พ.ศ. 2125 จึงเป็นปีแรกของการใช้ปฏิทิน Gregory 

ปฏิทิน Gregory มีความประเสริฐประการหนึ่ง คือ ทำให้คริสต์ศาสนิกชนมีวันอีสเตอร์ตรงกัน และเมื่ออิทธิพลทางศาสนาของสันตะปาปาเพิ่มขึ้นๆ 

ในปี พ.ศ. 2295 ชาวอังกฤษจึงได้ยอมรับปฏิทิน Gregory โดยได้ยินยอมลบวันที่ 3-13 กันยายน ในปีดังกล่าวออกจากประวัติศาสตร์ของอังกฤษ 

ส่วนรัสเซียได้หันมาใช้ปฏิทิน Gregory ในปี พ.ศ. 2460 หลังการปฏิวัติใหญ่ 

และทุกวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกได้หันมายอมรับปฏิทิน Gregory และถือว่าปฏิทินนี้เป็นปฏิทินสากลที่มีจำนวนวันในแต่ละเดือนเท่ากัน และจำนวนเดือนในแต่ละปีก็เท่ากันด้วย ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ดีว่าปฏิทินยังไม่ถูกต้องดี 100% เพราะจะบอกวันผิดไป 1 วัน ใน 3,323 ปี